โครงการศึกษาวิจัยโอกาสทางธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์หลายด้าน เช่น Genomics, Proteomics, Stem cell, Cancer Biology ก้าวหน้ามากในทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างก้าวกระโดด มีการค้นพบวิธีการวินิจฉัยโรค การรักษาโรค และการป้องกันโรคใหม่ๆ จำนวนมากที่มีประสิทธิภาพสูง ประเทศไทยติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยีที่ปลายทาง ดังนั้น ความท้าทายของประเทศไทยจึงอยู่ที่การวิจัยและเทคโลยีด้านการแพทย์ทั้งการวิจัยพื้นฐานและการวิจัยทางคลินิกโดยอาศัยโอกาสที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยจำนวนมาก และหลากหลายที่มารับบริการที่สถานพยาบาล รวมทั้งผู้ป่วยที่เป็นโรคประจำถิ่น โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ (emerging & reemerging diseases) หลายโรค มาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างผลงานวิจัยงานวิจัยที่เป็นความรู้และเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถนำมาใช้ดูแลรักษาผู้ป่วย รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพการแพทย์ และการเป็นศูนย์กลางวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ในภูมิภาค

โครงการศึกษาวิจัยโอกาสทางธุรกิจและการเพิ่ม Value Creation สำหรับอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีกิจกรรมที่ได้ดำเนินการคือ

-การศึกษาแนวทางการสร้าง Value Creation และโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยได้ศึกษาผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ และแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

-การจัดทำฐานข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐใช้ในการกำหนดนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม

-การจัดทำคู่มือแนวทางการเลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ในเชิงเทคนิคและวิศวกรรม เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ผู้ที่มีส่วนในการจัดซื้อจัดจ้างได้พิจารณา

ความสำคัญของการพัฒนาธุรกิจของตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสินค้าของตนให้มี Value Creation สูงขึ้น การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการรักษาคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการหลายคนยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวและให้ความสำคัญน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันในอนาคต

ธุรกิจการแพทย์จะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ว่าธุรกิจการแพทย์จะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าการแข่งขันก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิงคโปร์ อินเดีย มาเลเซีย เกาหลีใต้และฮ่องกง ที่กำลังจับตลาดคนไข้ต่างชาติเช่นเดียวกับไทยแล้ว ดังนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงลำดับต่อไปก็คือ การเลือกลงทุนในสาขาการแพทย์ที่โดดเด่นและมีศักยภาพ เติบโตสูงในอนาคต โดยพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมทางสังคม และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งพอจะจำแนกออกได้ ดังนี้

1.สาขาการแพทย์ที่จับตลาดกลุ่มคนไข้เด็ก ปัจจุบันครอบครัวทั่วโลกต่างมีบุตรน้อยลง ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างทุ่มเทเอาใจใส่ต่อบุตรหลานอย่างเต็มที่ยิ่งทางด้านสุขภาพแล้วพ่อแม่ จะเต็มใจและยินดีที่จะจ่ายโดยไม่ลังเล โดยเฉพาะโรคที่เป็นเรื้อรัง หรือความพิการที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิด และต้องใช้ระยะเวลารักษา รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายสูง การรักษาพยาบาล ในประเทศของตนเอง อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง การเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยย่อมจะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก

2.สาขาการแพทย์ที่จับตลาดกลุ่มคนไข้สูงอายุ ซึ่งมีกำลังซื้อจากเงินเก็บสะสมรวมทั้งเงินสวัสดิการที่ภาครัฐจ่ายให้โดยเฉพาะ ประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจสูง ทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น และในขณะที่สัดส่วนประชากรสูงอายุของต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ประเทศเหล่านั้นกำลังเผชิญปัญหาการจัดหาบริการทางด้านสุขภาพอนามัยแก่ผู้สูงอายุ ของภาครัฐที่ไม่พอเพียง ในขณะเดียวกัน ก็ยังส่งผลกระทบไปถึงการให้บริหารผู้ป่วยในกลุ่มอื่นๆตามไปด้วย ฉะนั้นที่ผ่านมา กลุ่มผู้สูงอายุจากประเทศต่างๆ จึงเดินทางเข้ามารับบริการ สุขภาพ และการท่องเที่ยวระยะยาวในไทย ทั้งที่ออกค่าใช้จ่ายเอง หรือภาครัฐของประเทศเหล่านั้นออกค่าใช้จ่ายให้ ทั้งนี้จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการส่งออกพบว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มี ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2547 จำนวนผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไปมีสูงถึง 24 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 19.5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ และภายในปี 2557 ญี่ปุ่นจะมีผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 25 ของประชากรทั้งประเทศ ส่งผลให้ความต้องการทางด้านบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรองรับคนสูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นภาระที่หนักสำหรับภาครัฐของญี่ปุ่น ที่จะต้องผลิตบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรองรับคนหนุ่มสาวรวมทั้งคนสูงอายุ ดังนั้น ที่ผ่านมาคนญี่ปุ่นจึงนิยมเดินทางไปรักษาพยาบาลยังต่างประเทศ โดยการสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งไทยเองมีความพร้อมที่จะรองรับคนไข้ในกลุ่มนี้ได้ ทั้งในด้านบุคลากรทางการแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญการรักษาโรคเฉพาะด้านการดูแลเอาใจใส่ที่ดี เป็นต้น

3.กลุ่มลูกค้าที่ต้องการบริการศัลยกรรมตกแต่ง ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการให้บริการศัลยกรรมตกแต่งค่อนข้างสูง ทั้งการทำศัลยกรรมเพื่อลดปมด้อย ลดความผิดปกติ หรือ เสริมสัดส่วนภายในร่างกายให้ดูดีหรือสวยงามขึ้น ซึ่งแล้วแต่วัตถุประสงค์เฉพาะบุคคล เช่น การเสริมจมูก ทำตา เสริมคาง เสริมทรวงอก ดูดไขมัน และผ่าตัดแปลงเพศเป็นต้น โดยที่ผ่านมา ทักษะฝีมือของแพทย์ไทย เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ประการสำคัญ การทำศัลยกรรมในไทย ยังช่วยให้คนไข้สามารถประหยัดค่าจ่ายลงไปได้มาก เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย ในการใช้บริการในต่างประเทศ ทำให้ปัจจุบันนี้มีการเปิดคลินิกด้านศัลยกรรมกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งตามโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป เพื่อรองรับคนไข้ชาว ต่าง ชาติที่เดินทางเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละรายก็มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการรักษาสูงกว่าการรักษาพยาบาลทั่วๆไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า การให้บริการคนไข้ชาวต่างชาตินั่น มิได้จำกัดอยู่เพียงโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจประเภทเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม ก็มีความสามารถที่จะมีส่วนร่วมในการให้บริการลูกค้าในกลุ่มนี้ได้เช่นเดียวกัน อาทิ คลินิกศัลยกรรมตกแต่ง ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ธุรกิจบริการรับจัดส่ง แม่บ้าน พี่เลี้ยง หรือพยาบาล สำหรับเด็ก และผู้สูงอายุ ที่เจ็บป่วย หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สำหรับชาวต่างชาติที่พักอาศัย ทำงาน หรือเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นระยะเวลานานๆในไทย หรือธุรกิจนำเที่ยว เชิงสุขภาพเพื่อขายโปรแกรมท่องเที่ยวที่เน้นบริการด้านสุขภาพควบคู่ไปกับการพักผ่อน เช่น โปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพ และโปรแกรมลดความเครียด รวมทั้งการตรวจสุขภาพ โดยพักในโรงแรม ระดับ 5 ดาว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่สามารถนำมาให้บริการกับคนไข้ชาวต่างชาติและผู้ติดตาม อาทิ ธุรกิจสปา ธุรกิจร้านเสริมความงาม ธุรกิจนวดแผนไทย ธุรกิจสมุนไพรไทย ธุรกิจด้านที่พักในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เข้ามารองรับตลาดครอบครัวคนไข้ชาวต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวที่ ติดตามคนไข้เข้ามา และต้องการพักอาศัยอยู่ใกล้ๆกับโรงพยาบาล เป็นต้น

นวัตกรรมทางการแพทย์กับฝีมือนักวิจัยไทยช่วยลดการนำเข้า

เนื่องจากเศรษฐกิจในปัจจุบันมีการแข่งขันกันมากขึ้นทำให้ผู้ประกอบการนั้นต้องปรับตัวและพัฒนาศักยภาพในทุกๆด้าน ทั้งด้านคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งทำหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดผลงานนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปถ่ายทอดแก่ภาคเอกชนและผู้ประกอยการที่สนใจได้ ได้แก่ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง นวัตกรรมเครื่องจักร รวมถึงนวัตกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งมีประสิทธิภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ แต่ราคาจะถูกกว่า เช่น

- เครื่องอัลตราซวด์ ที่มีประสิทธ์ภาพในการคลายกล้ามเนื้อ สำหรับใช้ในโรงพยาบาลซึ่งราคาจะต่ำกว่าเครื่องที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ
- เครื่องล้างเครื่องมือแพทย์อัลทราโซนิกส์ ใช้ทำความสะอาดชิ้นส่วนของอุปกรณ์ที่มีรูปร่างซับซ้อนได้ทุกซอกทุกมุม โดยไม่ทำลายผิวของวัสดุ
- เครื่องเข้าสำหรับการทำกายภาพบำบัด เป็นเครื่องที่ใช้ในการเคลื่อนไหวข้อเข่า หลังการผ่าตัดให้ฟื้นสภาพข้อเข่าได้โดยเร็ว สามารถลดระยะเวลาในการพักฟื้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากผ่าตัด

นอกจากนี้แล้วยังมีนวัตกรรมต่างๆอีกมากมายที่สามารถช่วยลดค่าใช่จ่ายจากการส่งซื้อเครื่องมือทางการแพทย์จากต่างประเทศได้ เพราะประเทศไทยก็สามารถที่จะผลิตเครื่องมือเองได้ และต้นทุนก็ไม่สูงเท่ากับการสิ่งซื้อมาจากต่างประเทศ
ทั้งนี้การวิจัยและพัฒนานอกจากการให้ความสนับสนุนช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านผลงานทางธุรกิจแล้ว งานการวิจัยและพัฒนาก็จะอำนวยความสะดวกต่อเทคโนโลยีใหม่ๆที่ใช้ในอนาคตเข้าไปด้วย เทคโนโลยีภาพดิจิตัลพร้อมด้วยเทคโนโลยีการวินิจฉัยโรคและการดูแลรักษาสุขภาพ

จะเห็นว่าโรงพยาบาลในประเทศไทยนั้นเป็นธุรกิจที่โดดเด่นเพราะมีประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมากและสามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคได้ เป็นเพราะค่ารักษาพยาบาลที่ไม่แพง เมื่อเทียบกับคุณภาพและบริการที่ได้รับ เครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่อาศัยต้นทุนการวิจัยและพัฒนาในระดับสูง แต่หากวิจัยสำเร็จก็จะสามารถจดสิทธิบัตรและครอบครองสิทธิ์ในการขายโดยเด็ดขาด ซึ่งเป็นผลดีต่อทางการแพทย์ไทยอีกด้วย

การวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับธุรกิจการดูแลสุขภาพ

สังคมในยุคโลกาภิวัตน์เต็มไปด้วยข่าวสารข้อมูล ระบบการสื่อสารที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้คนจากทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว วิทยาการและความรู้ใหม่ ๆ ทางด้านการแพทย์ได้รับการเผยแพร่ไปสู่สาธารณะมากขึ้น คนในปัจจุบันเริ่มมีความตื่นตัวและเอาใจใส่ในด้านสุขภาพมากขึ้น รวมทั้งการศึกษาวิจัยมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีตลอดเวลา สิ่ง ต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้การดูแลรักษาโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น โรคหรือความผิดปรกติบางอย่างที่ไม่ทราบสาเหตุเริ่มเป็นที่รู้จัก แพทย์สามารถให้การเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดซ้ำได้ ส่วนโรคที่เป็นที่รู้จักแล้วในอดีตก็มีความเข้าใจมากขึ้น ทำให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น เป็นที่น่าสนใจว่าการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาได้บ่งชี้ถึงความเกี่ยวข้องระหว่างพันธุกรรมกับโรคเกือบทุกโรค และเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก

ธุรกิจการดูแลสุขภาพ คือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่างของการดูแลความเป็นอยู่ด้านสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมขอบเขตค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่เรื่องยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ การบริการรักษาพยาบาล โดยแบ่งออกเป็นหลาย ๆ มิติ ทั้งการแบ่งตามอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ของมนุษย์ หรือแบ่งตามระดับความซับซ้อนในการรักษา เช่นถ้าปวดหัว เป็นไข้แล้วเข้าไปหาหมอทานยา ก็เป็นการรักษาแบบปฐมภูมิ (Primary Care) ถ้ามีความจำเป็นต้องวิเคราะห์สาเหตุให้ลึกกว่านั้น ก็ไปหาหมอเฉพาะทางซึ่งก็นับเป็นทุติยภูมิ (Secondary care) และหากจะต้องใช้เครื่องมือพิเศษและเพิ่มความซับซ้อนขึ้นไปอีก ก็จะเรียกว่าตติยภูมิ (Tertiary care) หรือ จตุตถภูมิ (Quaternary care) ตามลำดับ โรงพยาบาลในประเทศไทยส่วนมากจะเป็นการรักษาประเภทปฐมภูมิและทุติยภูมิเป็นหลัก

ธุรกิจโรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นได้ยาก เนื่องจากการสร้างฐานลูกค้าของโรงพยาบาลใหม่ ๆ มี Switching cost ที่สูง และต้องอาศัยการสร้างความคุ้นเคยของคนไข้เป็นอย่างมาก รวมถึงชื่อเสียงที่ต้องสั่งสมเป็นระยะเวลาหนึ่ง และยังจำเป็นต้องลงทุนสูงในเครื่องมือแพทย์ ดังนั้นบ่อยครั้งที่ธุรกิจนี้จะขาดทุนในช่วงเริ่มต้นก่อนที่จะทำกำไร แต่ในอีกแง่หนึ่ง ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ธุรกิจนี้มี Barrier to Entry ค่อนข้างสูง โรงพยาบาลเปิดใหม่ไม่ค่อยเห็นได้บ่อยนัก ถ้ามีการขยายมักจะเป็นการขยายตัวของโรงพยาบาลเดิม หรือเป็นการขยายของโรงพยาบาลที่มีเครือข่ายกว้างขวางอยู่แล้วเสียมากกว่า

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ การหาแพทย์หรืออันที่จริงก็คือ Supplier สำคัญที่ช่วยให้บริการกับลูกค้าของโรงพยาบาล ดังนั้นหัวใจหนึ่งของความสำเร็จของธุรกิจ คือการดึงดูดแพทย์ที่มีความชำนาญเข้ามาร่วม รวมถึงความเสี่ยงด้านนโยบายภาครัฐก็มีอิทธิพลกับธุรกิจค่อนข้างมาก เพราะถือว่าเป็นความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานของประชาชน

แต่สำหรับธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศไทย ถือว่าเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างโดดเด่นและสามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคได้ เป็นเพราะค่ารักษาพยาบาลที่ไม่แพง เมื่อเทียบกับคุณภาพและบริการที่ได้รับ นักเรียนแพทย์ของไทยก็มีชื่อเสียงในวงการแพทย์ต่างประเทศ หัวกะทิของประเทศนิยมที่จะเรียนหมอในประเทศไทย บวกกับคนไข้ในไทยก็ค่อนข้างเคารพหมอ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว และเป็นศูนย์กลางหนึ่งของธุรกิจการบินอยู่เป็นทุนเดิม จึงทำให้เกิด Medical Tourism ของธุรกิจโรงพยาบาลที่ภาครัฐสนับสนุน และเฟื่องฟูในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี ธุรกิจการดูแลสุขภาพไม่ได้มีเพียงแต่โรงพยาบาล เพราะอันที่จริงแล้ว ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก คือธุรกิจยา และเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่อาศัยต้นทุนการวิจัยและพัฒนาในระดับสูง แต่หากวิจัยสำเร็จ ก็จะสามารถจดสิทธิบัตร และครอบครองสิทธิ์ในการขายโดยเด็ดขาด กำไรของกิจการก็จะสูงมาก กำไรจึงแปรผันตามความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา และอายุสิทธิบัตรพอสมควร ธุรกิจไบโอเทคโนโลยีซึ่งเป็นจุดกำเนิดหนึ่งของการคิดค้นยาและเครื่องมือแพทย์จึงเป็นธุรกิจแห่งอนาคตอย่างหนึ่งของประเทศที่พัฒนาแล้ว และในอีกด้านหนึ่งยาหรือเครื่องมือการแพทย์ที่หมดอายุสิทธิบัตรแล้ว แม้จะทำกำไรได้ต่ำกว่ามาก ก็เป็นธุรกิจที่มีการขยายตัวอยู่สูง ดังนั้นธุรกิจการดูแลสุขภาพ ในประเทศไทยจึงยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะทีเดียว

ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับการสร้างโอกาสทองของธุรกิจการแพทย์ปัจจุบัน

ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับการสร้างโอกาสทองของธุรกิจการแพทย์ปัจจุบัน

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่ได้รวมกิจกรรมด้านสุขภาพไว้ด้วย การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่หันมาเอาใจใส่ดูแลด้านสุขภาพ และหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งประเทศไทย ต่างให้การส่งเสริมการขยายตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สำหรับประเทศไทยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนับเป็นช่องทางสำคัญที่สามารถเพิ่มพูนรายได้จำนวนมากเข้าประเทศ และมีโอกาสที่จะขยายตลาดรวมทั้งการลงทุนได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้โดยอาศัยความได้เปรียบด้านค่าใช้จ่ายในบริการทางการแพทย์ที่ถูกกว่า ด้วยมาตรฐานการรักษาในระดับสากล และความพร้อมในด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว รวมทั้งบริการรองรับด้านการท่องเที่ยว

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต่างหันมาให้ความสำคัญในการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคภัยต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาและเกิดเป็นค่าใช้จ่ายตามมา ดังนั้นบรรดาผู้ประกอบการด้านสุขภาพจึงขยายบริการด้านสุขภาพให้ครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง เพื่อป้องกันโรคภัยต่างๆ การบำบัดรักษาโรคภัยที่เกิดขึ้น และการฟื้นฟูสุขภาพหลังการบำบัดรักษา รวมไปถึงบริการเสริมความงามเพื่อเสริมบุคลิกภาพ ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นซึ่งกิจกรรมด้านสุขภาพนั้นมีให้เลือกทั้ง บริการด้านการแพทย์ตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ เช่น การตรวจสุขภาพ ทันตกรรม ศัลยกรรมความงาม การรักษาโรคเฉพาะทาง และบริการด้านแพทย์ทางเลือกตามโรงพยาบาล สถานพยาบาล และสถานบริการต่างๆ เช่น การแพทย์แผนไทย การนวดแผนไทย เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจบริการด้านสุขภาพทั้งโรงพยาบาลเอกชน ต่างหันมาพัฒนารูปแบบการบริการที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพมากขึ้น จากเดิมที่โดยจะเน้นไปทางด้านการรักษาอาการเจ็บป่วย

ดังนั้นการให้บริการทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนับว่าเป็นธุรกิจบริการด้านสุขภาพที่กำลังมาแรงในยุคปัจจุบันนี้ เพราะประชากรไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติต่างก็นิยมและให้ความสำคัญกับการธุรกิจประเภทนี้เป็นอย่างมาก ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศ รวมทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสในการขยายการลงทุนในธุรกิจทางการแพทย์และขยายไปสู่โรงพยาบาลต่างๆได้อีกด้วย

รวบรวมธุรกิจ SMEs มากมายจากทั่วประเทศ ทั้งในด้านการตลาด การเงิน การขาย โฆษณา