งานวิจัยทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพโดยใช้สมุนไพร

งานวิจัยทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพโดยใช้สมุนไพร

แหล่งกำเนิดยารักษาโรคเกือบทุกประเภท สามารถรักษาโรคต่างๆได้ดีกว่ายาแผนปัจจุบันมาก และประเภทของสมุนไพรที่ชาวบ้านนำมารักษาโรค ได้แก่ พืช สัตว์และแร่ธาตุ ส่วนแหล่งที่มาของสมุนไพรหาได้ตามป่าและรั้วบ้าน ตำรับยาสมุนไพร ยามี 4 ประเภท ได้แก่ ยาเม็ด ยาผง ยาน้ำ และยาอบไอรมดมกลิ่น สำหรับตำรับยาส่วนใหญ่เป็นตำรับยาน้ำส่วนการปรุงยาสมุนไพรพบว่า การปรุงยาสมุนไพรมีวิธีการปรุง ดังนี้คือ การต้ม การฝน การแช่ การ ใช้สด และการอบรมไอน้ำ

การดื่มยา การรับประทานยาในลักษณะคล้ายเป็นอาหาร การอาบ การอบ การทา และการรม พฤติกรรมการใช้สมุนไพร พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างหมอสมุนไพรกับผู้ป่วยจะผูกพันในลักษณะครูอาจารย์กับศิษย์ หรือญาติ หรือผู้มีบุญคุณต่อกัน การเก็บการปรุงการใช้ และการเก็บรักษาสมุนไพรเป็นวิธีการง่ายๆ เพราะหมู่บ้านอยู่ใกล้ป่าไม้หาสมุนไพรได้ง่าย และมีการแลกเปลี่ยนที่ตลาดขายสมุนไพร การเก็บจะใช้การตัดเอาแก่น การถากเอาเปลือก หรือการขุดเอาราก จากต้นไม้มาทำยารักษาโรค สำหรับประเภทของสมุนไพรที่ใช้ดูแลสุขภาพหมอสมุนไพรทุกคนนิยมใช้ สมุนไพรที่ได้จากต้นไม้ในส่วนที่เป็นแก่น ราก หรือเปลือกมาทำยารักษาโรค และได้มาจากสัตว์ และแร่ธาตุก็สามารถนำมาทำยาได้แต่มีเพียงส่วนน้อย วิธีการปรุงยานิยมการต้มสำหรับดื่ม การแช่ สำหรับดื่มหรืออาบ การฝนผสมน้ำ สำหรับดื่มหรือทา ส่วนแหล่งของสมุนไพรนั้น ได้จากบริเวณทั้ง ใกล้และไกลจากหมูบ้าน ปัจจุบันสมุนไพรกำลังจะหมดไปและครัวเรือนต่างๆ ได้ปลูกสมุนไพรบางอย่างไว้ตามบ้านเพื่อง่ายต่อการนำมาใช้ กลุ่มอาการหรือโรคที่หมอสมุนไพรสามารถรักษาโดยสมุนไพร สำหรับอาการป่วยหนักได้แก่โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบผิวหนังและระบบสืบพันธ์ ส่วนอาการของโรคธรรมดาได้แก่การรักษาพิษแมลงกัดต่อย และการดูแลหญิงหลังคลอดบุตรใหม่ๆ ปัญหาในการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพของชาวบ้านพบว่า ป่าไม้เป็นแหล่งสมุนไพรเริ่มลดลงมาก ผู้เป็นหมอสมุนไพรขณะนี้ยังไม่มีการสอนวิธีการรักษาโดยสมุนไพรให้แก่ คนรุ่นใหม่อาจเป็นไปได้ที่ความรู้เรื่องสมุนไพรจะหมดไป

ดังนั้น การแก้ปัญหาภาครัฐควรส่งเสริมการอนุรักษ์แหล่งสมุนไพรในพื้นที่การอนุรักษ์ และการดูแลรักษาพรรณไม้และ สมุนไพรนานาชนิดที่มีอยู่ในป่าชุมชนและในหมู่บ้าน ควรส่งเสริมการเรียนการสอนความรู้เรื่องสมุนไพรโดยบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนในเรื่องของสมุนไพรทรัพยากรธรรมชาติอันทรงค่า เข้าไปด้วยให้ประชาชนมากขึ้นและควรจะสัมมนาเพื่อพัฒนาศักยภาพหมอพื้นบ้าน เพื่อเป็นการ อนุรักษ์ภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าสืบไป

การวิจัยทางการแพทย์กับคุณประโยชน์ของทับทิมต่อผิวหนัง

ทับทิม เป็นผลไม้ที่สามารถปลูกได้ในประเทศไทยเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ในประวัติศาสตร์มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรค อีกทั้งยังมีคุณค่าทางอาหารรวมกันอยู่ในทับทิมทับทิมเป็นผลไม้ที่ได้รับการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย และทำเป็นผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลก ในทับทิมจะมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งมีมากทั้งใน เปลือกเมล็ด และน้ำทับทิมคุณประโยชน์ของทับทิมในตำราแพทย์พบว่าผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซียมที่มีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิตและระบบการหมุนเวียนในร่างกาย

ประโยชน์ของทับทิมต่อผิวหนังนั้นมีด้วยกันดังนี้1. ทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก2. สารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำทับทิมมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม3. สารสกัดจากทับทิม ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้การนำไปผสมทำผลิตภัณฑ์ครีมปรับผิวขาว ครีมลดริ้วรอย เซรั่มปรับผิวขาว แชมพูโลชั่น ครีมพอกที่ประสิทธิภาพที่ได้จากการสกัดจากพืช100% ที่ช่วยลดการเกิดจุดด่างดำได้อย่างดี ทำให้ทั่วโลกเลือกสารสกัดทับทิมมาผสมในครีมบำรุงผิวและยังใช้ทำเป็นอาหารเสริมอีกด้วย ทั้งนี้สารสกัดทับทิมที่ดีต้องได้มาจากส่วนผสมทั้งเปลือก เนื้อและเมล็ดเพราะจะได้สารบำรุงที่แตกต่างกันที่จะช่วยเสริมฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระและลดการเกิดจุดด่างดำและเม็ดสีผิวส่วนเกินในส่วนของเปลือกจะมีสารสำคัญหลายชนิดที่ช่วยกระชับรูขุมขนและลดความมันส่วนเกินที่ผิวได้จริง และยังลดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ได้ดีอีกด้วยในขณะที่เนื้อและเมล็ดจะมีกรด Ellagicในปริมาณสูงและมีวิตามินแร่ธาตุจำนวนมากที่ช่วยต่อต้านการทำลายเซลล์จากอนุมูลอิสระและช่วยบำบัดเซลล์จากการตกค้างของสารพิษต่างๆ

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของทับทิม และสรรพคุณของทับทิมนั้นมีมากมายด้วยทับทิมนั้นเป็นผลไม้ที่มีรสหวานออกเปรี้ยว น้ำทับทิมจึงมี วิตามินซีสูงและยังประกอบด้วยเกลือแร่ต่างๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจึงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดีและนอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย อย่างเช่นบรรเทาอาการของโรคหัวใจ รักษาความมันโลหิตสูง ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวขอเลือดรักษาโรคท้องเดิน โรคบิด และอื่นๆอีกมากมาย

คุณค่าเห็ดทางการแพทย์ เพื่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากธรรมชาติ

การใช้เห็ดเพื่อส่งเสริมสุขภาพและรักษาโรค มีการบันทึกว่ามีใช้ในตำราแพทย์ของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ปัจจุบันแม้ว่าการแพทย์ฝั่งตะวันตกจะแพร่หลายไปทั่วโลก แต่การแพทย์แผนจีนก็ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน มีผลการวิจัยถึงประสิทธิภาพของเห็ดทางการแพทย์ในประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีจำนวนมาก ส่งผลให้เห็ดทางการแพทย์มีการใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันและรักษาโรคมากยิ่งขึ้น
เห็ดทางการแพทย์ (Medicinal Mushrooms) เป็นเห็ดที่นอกจากจะให้คุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและยังช่วยรักษาอาการ ได้แก่ หอบหืดที่เกิดจากภูมิแพ้ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง การอักเสบต่างๆ ในร่างกาย โรคข้ออักเสบ การติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่องทั้งนี้สารประกอบที่สกัดได้จากเห็ด มีส่วนช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งผลการศึกษาถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเห็ดทางการแพทย์ที่ส่งผลต่อ ร่างกาย ทำให้เห็ดทางการแพทย์หลายชนิดถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพและ ใช้เป็นตัวยาในการรักษาโรค ได้แก่ เห็ดยามาบูชิตาเกะ สามารถพบได้บริเวณทางซีกโลกเหนือ เช่น ยุโรป และเอเชียตะวันออก ในประเทศญี่ปุ่น โดยทั่วไปมีขนาดประมาณ 5-20 เซนติเมตร มีสีขาว ลักษณะคล้ายเส้นไหมยาว โดยมักพบเกาะอยู่ตามบริเวณต้นไม้ยืนต้นปัจจุบันมีงานวิจัยทางการแพทย์มากมายที่เปิดเผยคุณประโยชน์จากธรรมชาติของ สารสกัดจากเห็ดยามาบูชิตาเกะนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของร่างกายและการช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ
ดังนั้นในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจทำให้ความสามารถในการดักจับเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวลดลง เห็ดทางการแพทย์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ สำหรับคนที่ห่วงใยสุขภาพ แต่การมีสุขภาพที่ดีต้องการรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบทุกหมวดหมู่ หลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส และพักผ่อนอย่างเพียงพออยู่เสมอ
จะเห็นได้ว่าเห็ดทางการแพทย์นั้นช่วยในการรักษาโรคต่างๆได้มากมาย ซึ่งนับมีมีปณะโยชน์อย่างมากสำหรับทางการแพทย์ ที่จะนำเห็ดมาทำวิจัยคิดค้นตัวยาใหม่ๆขึ้นมาเพื่อใช้ในการรักษาโรคในยุคปัจจุบันนี้

การค้นคว้าวิจัยเพื่อหาทางรักษาโรคเอดส์ยังคงดำเนินต่อไป

โรคเอดส์เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งมีสาเหตุจากเชื้อ ไวรัสเอชไอวี (HIV)

เป็นไวรัสที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์บกพร่องผิดปกติ ไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะไวรัสเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดทีลิมโฟไซต์หรือเม็ดเลือดขาวซีดี4 ทำให้มีปริมาณลดลงเรื่อยๆ ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดน้อยลง จนไม่สามารถปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อได้ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย เกิดภาวะแทรกซ้อนและถึงแก่ชีวิตในที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามรณรงค์เพื่อลดการเกิดผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้ลดน้อยลงกว่าในอดีตพร้อมทั้งได้บรรจุการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ในโครงการประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีมากขึ้น ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดอัตราการตายก่อนเวลาอันควรลงได้เป็นอันมาก แต่เนื่องจากปริมาณผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในประเทศไทยมีจำนวนมาก จึงเป็นปัญหาสุขภาพและสาธารณะหนึ่งที่สำคัญและมีระดับความรุนแรงอย่างมากต่อผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศ

ปัจจุบันถ้าผู้ป่วยมีวินัย กินยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างเคร่งครัด ภายใต้การดูแลของแพทย์ก็มีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ยืนยาว ใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป แต่ในอนาคตผู้ป่วยอาจไม่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต ถ้าตรวจพบเร็ว รักษาทันที 9 สัปดาห์หลังรับเชื้อเอชไอวี และกินยาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอ นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของผู้ป่วยโรคเอดส์ เมื่อหลายประเทศได้ทยอยเผยแพร่งานวิจัยการรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ ซึ่งตอนนี้ทั่วโลกมีรายงานว่ามีผู้ป่วยที่หายจากโรคเอดส์แล้ว 20 กว่าคนที่โด่งดังสุด คือกรณีของ ทิโมธี บราวน์  ที่นอกจากจะเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์ยังเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอิลอยด์ชนิดเฉียบพลันด้วย บราวน์ได้รับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโดยการใช้เคมีบำบัด เพื่อทำลายระบบภูมิคุ้มกันเดิมและสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นใหม่ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูกผู้อื่น

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

กำลังทำวิจัยเกี่ยวกับการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกให้มีโอกาสหายขาดได้ โดยผู้ป่วยจะต้องตรวจพบเร็ว จะให้กินยาทันทีก็จะมีโอกาสรักษาหายได้ โดยคำว่ารักษาในที่นี้หมายถึงร่างกายควบคุมไม่ให้เชื้อเอชไอวีทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เอง โดยไม่ต้องกินยาทุกวันทั้งชีวิตเหมือนผู้ป่วยเอดส์ทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมดสิ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่งานวิจัยของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กำลังอยู่ในขั้นทดลอง ได้พบกรณีศึกษาผู้ป่วยคนหนึ่งที่ตัดสินใจหยุดยาเองเมื่อ 7 ปีก่อน หลังจากกินยาต่อเนื่องมานาน 11 ปี ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ ผลจากการตรวจเลือดไม่พบเชื้อเอชไอวี ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคเอดส์

การศึกษาวิจัยเพื่อการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง

มะเร็ง เป็นกลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ

ที่ DNA หรือสารพันธุกรรมส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์รวดเร็วและมากกว่าปกติ ดังนั้นจึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และในที่สุดก็จะ ทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้นเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะการเจริญเติบโตของหลอดเลือด ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะเรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็ง เม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

การศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสารบ่งชี้มะเร็ง จากซีรั่ม พลาสมา เม็ดเลือด และเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งระยะเริ่มแรก หรือเพื่อการพยากรณ์ และติดตามผลการรักษาโรคมะเร็ง โดยศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆของการตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งเพื่อพัฒนาการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และประหยัดยิ่งขึ้น ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสารเคมีและพืชทานได้เพื่อหาสารที่มีคุณสมบัติในการก่อหรือยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลอง ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการเกิด และปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในระดับเซลล์และโมเลกุล

การเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการที่ได้จากการศึกษาและวิจัยแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องภายในสถาบันมะเร็งแห่งชาติและหน่วยงานอื่นๆทั้งภาครัฐและเอกชน  และการให้บริการตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งเพื่อช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งระยะเริ่มแรก หรือการพยากรณ์ และติดตามผล การรักษาโรคแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งโพรงหลังจมูกของสถาบันมะเร็งแห่งชาติและหน่วยงานอื่นๆทั้งภาครัฐ และเอกชน

กลุ่มวิจัยยังได้ขยายงานวิจัยเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อการรักษา

เนื่องจากในปัจจุบันพบโรคหลายชนิดที่เกิดจากการเสื่อมหรือการถูกทำลายของอวัยวะที่มีสาเหตุจากอายุที่สูงขึ้นของประชากรหรืออุบัติเหตุหรือการเกิดพยาธิสภาพของโรคที่ทำให้อวัยวะนั้นถูกทำลาย การวิจัยเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดที่ทำในปัจจุบันมีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อ เพื่อให้สามารถพัฒนานำมาใช้ทดแทนเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่มีความเสื่อมหรือถูกทำลาย เนื่องจากในปัจจุบันการบริจาคอวัยวะยังไม่เพียงพอต่อจำนวนของผู้แจ้งความประสงค์ในการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจึงเป็นความหวังของผู้ป่วยที่ต้องการได้รับอวัยวะเพื่อทดแทนอวัยวะที่ถูกทำลายซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตตลอดจนอายุขัยที่นานขึ้น

รวบรวมการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อหาทางรักษาโรค มากมายจากทั่วประเทศ