สุดยอดงานวิจัยทุเรียนน้ำ ในการรักษาโรคมะเร็ง

ทุเรียนน้ำทุเรียนน้ำ เป็นผลไม้ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายนักในบ้านเรา มีชื่อเรียกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียนเทศ ทุเรียนแขก หรือหมากเขียบหลด โดยทุเรียนน้ำเป็นผลไม้แถบร้อน มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาใต้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบได้มากทางตอนใต้ของประเทศไทย ในมาเลเซียและสิงคโปร์ และในแถบรัฐปีนังของมาเลเซียก็จะพบว่ามีการน้ำทุเรียนน้ำมาแปรรูปเป็นน้ำทุเรียนเข้มข้นซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากด้วย และในการปลูกทุเรียนน้ำก็สามารถทำได้ไม่ยาก เพราะทุเรียนน้ำนั้นใช้วิธีขยายพันธุ์โดยเมล็ด ซึ่งเพียงแค่นำเมล็ดมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1-2 วัน ก่อนนำไปเพาะเลี้ยงในดินผสมปกติ ต้นทุเรียนน้ำก็จะงอกขึ้นมาได้ภายใน 7 วัน แต่ต้นกล้าจะโตช้าและออกดอกเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปี ก่อนจะให้ผลได้ในปีที่ 4

สรรพคุณเด่นที่โด่งดังที่สุดของทุเรียนน้ำก็คือความสามารถในการรักษาโรคมะเร็ง ฆ่าเซลล์มะเร็งอย่างได้ผลและไม่เป็นอันตราย โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสาร แอนโนนาเชียส เอคโทจีเนียส ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีอยู่ในทุเรียนน้ำ และสามารถต้านทำลายเซลล์มะเร็งทุกชนิด รวมไปถึงการฆ่าแบคทีเรียและเชื้อราอย่างได้ผลชะงัด อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ได้มีผลการรับรองจากห้องทดลองหลายแห่งรวมทั้งสถาบันมะเร็งแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทุเรียนน้ำนั้นสามารถช่วยในการฆ่าเซลล์มะเร็งได้ถึง 12 ชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แถมมหาวิทยาลัยคาทอลิกในเกาหลีใต้ยังได้ยืนยันอีกว่าฤทธิ์ของทุเรียนน้ำในการฆ่าเซลล์มะเร็งนั้น มีฤทธิ์มากกว่าการทำเคมีบำบัดถึง 10,000 เท่า โดยไม่ส่งผลร้ายต่อเซลล์เนื้อเยื่อดีอื่นๆในร่างกายของคนไข้ แถมในรายที่เกิดอาการดื้อยามะเร็งก็ยังส่ามารถใช้สารสกัดจากมะเร็งน้ำมาช่วยให้คนไข้หายจากการอาการดื้อยาได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในการรับประทานทุเรียนน้ำ

1. มีงานวิจัยในแถบทะเลแคริบเบียนที่แสดงให้เห็นว่า ในผล เมล็ด และราก ของทุเรียนน้ำ มีสารแอนโนนาซิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงสูงต่อการเกิดโรคพาร์คินสัน และมีสารอัลคาลอยด์ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการทรับประทานผล ราก หรือน้ำผลไม้ที่ทำจากทุเรียนน้ำมากจนเกินไป
2. จากการทดลองพบว่า สารสำคัญในทุเรียนเทศนั้นจะไม่สามารถสกัดหรือสังเคราะห์ออกมาได้ ดังนั้นหากต้องการได้รับสารดังกล่าว จะต้องบริโภคแบบธรรมชาติเท่านั้น
3. การทานทุเรียนน้ำให้ได้ประโยชน์นั้น ควรจะต้องรับประทานแบบธรรมชาติหรือรับประทานสดๆเท่านั้น
4. การรักษามะเร็งให้ได้ผลจะต้องนำใบ หน่อ และกิ่ง ของต้นทุเรียนน้ำ มาต้มทำเป็นชา ขณะที่การนำผลของทุเรียนน้ำมาต้มเป็นชานั้นไม่ได้ให้ผลใดๆในการรักษามะเร็ง เนื่องจากมีสารที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเซลล์มะเร็งอยู่น้อย

วิจัยทางการแพทย์ฟักข้าวอาหารต้านมะเร็งเสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

ฟักข้าวเป็นผักและยาสมุนไพรชั้นเลิศ อุดมด้วยไลโคปีน สารต้านมะเร็งที่ทุกคนใฝ่ฝันหา เป็นพืชท้องถิ่นในแถบบ้านเรา กระจายพันธุ์อยู่ในประเทศจีน เวียดนาม ลาว พม่า คนไทยไม่ได้นำฟักข้าวมาบริโภคอย่างแพร่หลาย อาจเพราะ ต้อง ระวังการบริโภคเพราะในเมล็ดของฟักข้าวจะมีสารพิษชนิดเมาเบื่อ แต่จะอยู่ในลูกแก่จัดที่มีสีเหลืองแดงแล้วเท่านั้น มีนักวิจัยเริ่มศึกษาสรรพคุณกันอย่างจริงจัง จนพบว่า ไลโคปีน จากฟักข้าว ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากในคุณผู้ชายได้ดี

ไลโคปีน เป็นสารอาหารมหัศจรรย์ตัวหนึ่งที่มีอานุภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ วงการแพทย์ได้นำสารไลโคปีนใช้ในการรักษาโรค พบว่าลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร รายงานการวิจัย ในประเทศจีน พบว่า โปรตีนจากเมล็ดฟักข้าวสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง

ในประเทศเวียดนาม พบว่า น้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ ประเทศไทย พบโปรตีนในเมล็ดฟักข้าวมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็ง และได้มีการโดยจดสิทธิบัตรในประเทศไทยเป็นที่เรียบแล้ว ประเทศญี่ปุ่น มีการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวช่วยยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในหนูทดลอง ส่วนที่สำคัญของฟักข้าวที่ให้คุณค่าทางยาสูงอยู่ที่เยื่อหุ้มเมล็ด งานวิจัยของ วว. พบว่า เยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวมีกรดไขมันสายยาว ที่ช่วยในการดูดซึมเบต้าแคโรทีนไปใช้ประโยชน์ในร่างกาย

เยื่อแดงๆ ที่หุ้มเมล็ดฟักข้าวมีสารเบต้าแคโรทีน (Beta Carotene) และไลโคปีน (Licopine) สูงกว่าแครอต 20 เท่า และสูงกว่ามะเขือเทศถึง 70 เท่า นอกจากต้านมะเร็งแล้ว ยังช่วยให้ฮีโมโกบินในเลือดเข้มข้นขึ้น ช่วยแก้โรคโลหิตจาง

ชาวเวียดนามเป็นชาติที่บริโภคลูกฟักข้าวสุกหรือแก๊ก (GAC) ในชีวิตประจำวันมากที่สุด รู้จักนำเยื่อหุ้มเมล็ดแก๊กมาหุงย้อมสีข้าวให้เป็นสีแดงเพื่อใช้รับประทาน ฉลองเทศกาลปีใหม่ งานมงคลสมรส และงานมงคลต่างๆ นอกจากมีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งสีแดงแล้ว ยังเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ ช่วยแก้โรคโลหิตจางและโรคเลือดธาลัสซีเมียในเด็ก รวมทั้งช่วยต้านโรคมะเร็งได้หลายชนิด

ในตำรับยาไทย ฟักข้าว
– ใบ ปรุงเป็นยาเขียว ใช้ถอนพิษ ดับพิษทุกชนิด ตำพอกแก้ปวดหลัง ยอด มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในปริมาณที่สูง จึงสามารถใช้รักษามะเร็ง
– เมล็ด ใช้บำรุงปอด แก้ท่อน้ำดีอุดตัน และแก้วัณโรค
– ราก ใช้ต้มดื่ม หรือตากแห้ง บดเป็นผงแล้วปั้นขนาด 0.5 กรัม กินครั้งละ 3-5 เมล็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น ขับเสมหะ ดับพิษไข้ แก้เข้าข้อ ปวดตามข้อ ถอนพิษไข้ นอกจากนี้ หากนำส่วนของรากแช่น้ำ แล้วใช้น้ำสระผม จะช่วยแก้ผมร่วง และฆ่าเหาได้

ประเพณีชาวล้านนานำรากฟักข้าวผสมกับฝักส้มป่อยใช้ทำน้ำสำหรับรดน้ำดำหัว ผู้ใหญ่ และนำไปใช้เป็นยาสระผม เช่นเดียวกับภูมิปัญญาของประเทศฟิลิปปินส์ ก็ได้มีการนำรากฟักข้าวมาบดแล้วนำไปหมักผม เพื่อช่วยให้ผมดกและยังสามารถกำจัดเหาได้ด้วย ด้วยคุณสมบัติอันเลิศด้วยสารไลโคปีนนี้ มีการนำไปผสมกับสมุนไพรและผลไม้อื่นๆ ทำเป็นเครื่องดื่มบำรุงสายตา บำรุงสุขภาพ และยังมีการพัฒนาไปทำเครื่องสำอางเพื่อลดริ้วรอย

ในวงการเครื่องสำอางนั้น สารสกัดจากฟักข้าวนับว่ามาแรงติดอันดับหนึ่งในด้านประสิทธิภาพ ในการทำให้ผิวขาวอย่างเป็นธรรมชาติและไร้อันตราย งานวิจัยจากประเทศเยอรมนีแสดงให้เห็นว่าสารสกัดไลโคปีนสามารถป้องกันการเกิด ผิวหนังร้อนแดงได้ ช่วยยับยั้งการดูดซึมยูวี ช่วยปกป้องผิวไม่ให้เกิดความเสียหายจากแสงยูวี สารสกัดไลโคปีนจากฟักข้าวจึงสามารถช่วยปกป้องผิวจากยูวีได้ดี ช่วยให้ผิวขาวไม่แห้งกร้านหรือดำ ในประเทศไทยเองได้มีการทำการทดลองประสิทธิภาพลดรอยเหี่ยวย่นในอาสาสมัคร และพบว่าสามารถลดรอยเหี่ยวย่นได้ดี

การให้ความสนใจด้านการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก

ความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีและการสื่อสารต่างๆได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ตลอดจนสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองที่อยู่ในสภาพการแข่งขันสูง ส่งผลให้คนส่วนใหญ่เคยชินกับการใช้วัตถุฟุ่มเฟือยเพื่ออำนวยความสะดวกและมองวัตถุเป็นสิ่งสำคัญมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตประจำวันที่ขาดไม่ได้ ทำให้คนในสังคมปัจจุบันกลายเป็นสังคมวัตถุนิยมและพึ่งพาส่วนประกอบที่เป็นสารเคมีมากขึ้น ดังนั้นสังคมในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองจึงมีโอกาสที่จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมากมาย

การแพทย์ทางเลือก เป็นการรักษาพยาบาลอีกรูปแบบหนึ่ง แตกต่างไปจากการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งผู้ที่ให้การรักษาจะต้องสำเร็จการศึกษาวิชาชีพแพทย์ และได้รับใบประกอบโรคศิลปะเป็นแพทย์ทั่วไป หรือแพทย์เฉพาะทาง ส่วนแพทย์ทางเลือก เป็นวิทยาการผสมผสานให้ใกล้เคียงกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ มิใช่การแพทย์ที่ให้การรักษาโดยใช้ยาแผนปัจจุบัน ผู้ให้การรักษา ไม่จำเป็นต้องจบวุฒิทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เป็นผู้ที่ผ่านการอบรม และได้รับการฝึกฝนจนเป็นที่ชำนาญในแต่ละสาขา ซึ่งการรักษาโรคด้วยการแพทย์สนับสนุนการแพทย์ทางเลือก ควรใช้สติ ไม่ควรเป็นความเชื่อ โดยเฉพาะในการรักษาโรคมะเร็ง เพราะการรักษาโรคมะเร็งด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันจะมีโอกาสรักษาได้หายสูงขึ้นเมื่อโรคยังไม่มีการลุกลามรุนแรงหรือแพร่กระจาย ดังนั้นเมื่อปล่อยระยะเวลาให้ล่าช้าออกไปโดยการเลือกใช้วิธีทางการแพทย์สนับสนุนการแพทย์ทางเลือกก่อน โรคมักรุนแรงและแพร่กระจายแล้ว การกลับมายอมรับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันจึงเป็นเพียงการรักษาประคับประคองตามอาการ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิต คนทั่วไปมักจะสรุปว่า ผู้ป่วยรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันแล้วเสียชีวิต ไม่ได้รู้ลึกแท้จริงว่าผู้ป่วยเสียชีวิตจากอะไร

กลุ่มของการแพทย์ทางเลือก

1. Alternative Medical Systems คือ การแพทย์ทางเลือกที่มีวิธีการตรวจรักษาวินิจฉัยและการบำบัดรักษาที่มีหลากหลายวิธีการ ทั้งด้านการให้ยา การใช้เครื่องมื่อมาช่วยในการบำบัดรักษาและหัตถการต่างๆ
2. Mind-Body Interventions คือ วิธีการบำบัดรักษาแบบใช้กายและใจ เช่น การใช้สมาธิบำบัด โยคะ ชี่กง เป็นต้น
3. Biologically Based Therapies คือวิธีการบำบัดรักษาโดยการใช้สารชีวภาพ สารเคมีต่างๆ เช่น สมุนไพร วิตามิน Chelation Therapy , Ozone Therapy หรือแม้กระทั้งอาหารสุขภาพเป็นต้น
4. Manipulative and Body-Based Methods คือวิธีการบำบัดรักษาโดยการใช้หัตถการต่างๆ เช่น การนวด การดัด การจัดกระดูก Osteopathy ,Chiropractic เป็นต้น
5. Energy Therapies คือวิธีการบำบัดรักษาที่ใช้พลังงานในการบำบัดรักษาที่สามารถวัดได้และไม่สามารถวัดได้ในการบำบัดรักษา เช่น การสวดมนต์บำบัด พลังกายทิพย์ พลังจักรวาล เรกิ โยเร เป็นต้น

งานวิจัยทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพโดยใช้สมุนไพร

งานวิจัยทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพโดยใช้สมุนไพร

แหล่งกำเนิดยารักษาโรคเกือบทุกประเภท สามารถรักษาโรคต่างๆได้ดีกว่ายาแผนปัจจุบันมาก และประเภทของสมุนไพรที่ชาวบ้านนำมารักษาโรค ได้แก่ พืช สัตว์และแร่ธาตุ ส่วนแหล่งที่มาของสมุนไพรหาได้ตามป่าและรั้วบ้าน ตำรับยาสมุนไพร ยามี 4 ประเภท ได้แก่ ยาเม็ด ยาผง ยาน้ำ และยาอบไอรมดมกลิ่น สำหรับตำรับยาส่วนใหญ่เป็นตำรับยาน้ำส่วนการปรุงยาสมุนไพรพบว่า การปรุงยาสมุนไพรมีวิธีการปรุง ดังนี้คือ การต้ม การฝน การแช่ การ ใช้สด และการอบรมไอน้ำ

การดื่มยา การรับประทานยาในลักษณะคล้ายเป็นอาหาร การอาบ การอบ การทา และการรม พฤติกรรมการใช้สมุนไพร พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างหมอสมุนไพรกับผู้ป่วยจะผูกพันในลักษณะครูอาจารย์กับศิษย์ หรือญาติ หรือผู้มีบุญคุณต่อกัน การเก็บการปรุงการใช้ และการเก็บรักษาสมุนไพรเป็นวิธีการง่ายๆ เพราะหมู่บ้านอยู่ใกล้ป่าไม้หาสมุนไพรได้ง่าย และมีการแลกเปลี่ยนที่ตลาดขายสมุนไพร การเก็บจะใช้การตัดเอาแก่น การถากเอาเปลือก หรือการขุดเอาราก จากต้นไม้มาทำยารักษาโรค สำหรับประเภทของสมุนไพรที่ใช้ดูแลสุขภาพหมอสมุนไพรทุกคนนิยมใช้ สมุนไพรที่ได้จากต้นไม้ในส่วนที่เป็นแก่น ราก หรือเปลือกมาทำยารักษาโรค และได้มาจากสัตว์ และแร่ธาตุก็สามารถนำมาทำยาได้แต่มีเพียงส่วนน้อย วิธีการปรุงยานิยมการต้มสำหรับดื่ม การแช่ สำหรับดื่มหรืออาบ การฝนผสมน้ำ สำหรับดื่มหรือทา ส่วนแหล่งของสมุนไพรนั้น ได้จากบริเวณทั้ง ใกล้และไกลจากหมูบ้าน ปัจจุบันสมุนไพรกำลังจะหมดไปและครัวเรือนต่างๆ ได้ปลูกสมุนไพรบางอย่างไว้ตามบ้านเพื่อง่ายต่อการนำมาใช้ กลุ่มอาการหรือโรคที่หมอสมุนไพรสามารถรักษาโดยสมุนไพร สำหรับอาการป่วยหนักได้แก่โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบผิวหนังและระบบสืบพันธ์ ส่วนอาการของโรคธรรมดาได้แก่การรักษาพิษแมลงกัดต่อย และการดูแลหญิงหลังคลอดบุตรใหม่ๆ ปัญหาในการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพของชาวบ้านพบว่า ป่าไม้เป็นแหล่งสมุนไพรเริ่มลดลงมาก ผู้เป็นหมอสมุนไพรขณะนี้ยังไม่มีการสอนวิธีการรักษาโดยสมุนไพรให้แก่ คนรุ่นใหม่อาจเป็นไปได้ที่ความรู้เรื่องสมุนไพรจะหมดไป

ดังนั้น การแก้ปัญหาภาครัฐควรส่งเสริมการอนุรักษ์แหล่งสมุนไพรในพื้นที่การอนุรักษ์ และการดูแลรักษาพรรณไม้และ สมุนไพรนานาชนิดที่มีอยู่ในป่าชุมชนและในหมู่บ้าน ควรส่งเสริมการเรียนการสอนความรู้เรื่องสมุนไพรโดยบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนในเรื่องของสมุนไพรทรัพยากรธรรมชาติอันทรงค่า เข้าไปด้วยให้ประชาชนมากขึ้นและควรจะสัมมนาเพื่อพัฒนาศักยภาพหมอพื้นบ้าน เพื่อเป็นการ อนุรักษ์ภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าสืบไป

การวิจัยทางการแพทย์กับคุณประโยชน์ของทับทิมต่อผิวหนัง

ทับทิม เป็นผลไม้ที่สามารถปลูกได้ในประเทศไทยเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ในประวัติศาสตร์มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรค อีกทั้งยังมีคุณค่าทางอาหารรวมกันอยู่ในทับทิมทับทิมเป็นผลไม้ที่ได้รับการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย และทำเป็นผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลก ในทับทิมจะมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งมีมากทั้งใน เปลือกเมล็ด และน้ำทับทิมคุณประโยชน์ของทับทิมในตำราแพทย์พบว่าผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซียมที่มีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิตและระบบการหมุนเวียนในร่างกาย

ประโยชน์ของทับทิมต่อผิวหนังนั้นมีด้วยกันดังนี้1. ทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก2. สารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำทับทิมมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม3. สารสกัดจากทับทิม ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้การนำไปผสมทำผลิตภัณฑ์ครีมปรับผิวขาว ครีมลดริ้วรอย เซรั่มปรับผิวขาว แชมพูโลชั่น ครีมพอกที่ประสิทธิภาพที่ได้จากการสกัดจากพืช100% ที่ช่วยลดการเกิดจุดด่างดำได้อย่างดี ทำให้ทั่วโลกเลือกสารสกัดทับทิมมาผสมในครีมบำรุงผิวและยังใช้ทำเป็นอาหารเสริมอีกด้วย ทั้งนี้สารสกัดทับทิมที่ดีต้องได้มาจากส่วนผสมทั้งเปลือก เนื้อและเมล็ดเพราะจะได้สารบำรุงที่แตกต่างกันที่จะช่วยเสริมฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระและลดการเกิดจุดด่างดำและเม็ดสีผิวส่วนเกินในส่วนของเปลือกจะมีสารสำคัญหลายชนิดที่ช่วยกระชับรูขุมขนและลดความมันส่วนเกินที่ผิวได้จริง และยังลดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ได้ดีอีกด้วยในขณะที่เนื้อและเมล็ดจะมีกรด Ellagicในปริมาณสูงและมีวิตามินแร่ธาตุจำนวนมากที่ช่วยต่อต้านการทำลายเซลล์จากอนุมูลอิสระและช่วยบำบัดเซลล์จากการตกค้างของสารพิษต่างๆ

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของทับทิม และสรรพคุณของทับทิมนั้นมีมากมายด้วยทับทิมนั้นเป็นผลไม้ที่มีรสหวานออกเปรี้ยว น้ำทับทิมจึงมี วิตามินซีสูงและยังประกอบด้วยเกลือแร่ต่างๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจึงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดีและนอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย อย่างเช่นบรรเทาอาการของโรคหัวใจ รักษาความมันโลหิตสูง ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวขอเลือดรักษาโรคท้องเดิน โรคบิด และอื่นๆอีกมากมาย

รวบรวมการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อหาทางรักษาโรค มากมายจากทั่วประเทศ